Google SEO คืออะไร ทำยังไงให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก Google

โพสต์เมื่อ 27 สิงหาคม 2568, 16:25 น.


Google รู้ได้อย่างไรมามีเว็บไซต์ของเราอยู่

Google ใช้กระบวนการที่เรียกว่า Crawling


Crawling คือกระบวนการที่ Googlebot (หุ่นยนต์ของ Google) เข้ามาไล่เก็บข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตเพื่อเรียนรู้ว่าเว็บไซต์นั้นมีหน้าอะไรบ้างและมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร


ลองนึกภาพว่า Googlebot คือแมงมุมที่คอยไต่ตามลิงก์ต่างๆไปเรื่อยๆจากหน้าเว็บหนึ่งไปอีกหน้าเว็บหนึ่ง จึงเรียกว่า “Web Crawler”


เมื่อ Googlebot เข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ มันจะอ่านเนื้อหาในแต่ละหน้า เก็บข้อมูลเกี่ยวกับลิงก์ ข้อความ รูปภาพ ฯลฯ หลังจากนั้นส่งข้อมูลที่ได้กลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google


ความแตกต่างระหว่าง Crawling Indexing Ranking

• Crawling คือ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์

• Indexing คือ Google จัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นลงฐานข้อมูล (Search Index)

• Ranking คือ Google นำข้อมูลที่จัดเก็บมาเรียงลำดับในผลการค้นหา (SERP)


ถ้าเว็บไซต์ของคุณถูก Crawl แต่ไม่ถูก Index แปลว่า Google เข้ามาเห็นแล้ว แต่ยังไม่เก็บเข้า Index


ถ้าเว็บไซต์ของคุณถูก Index แต่ไม่ติดอันดับสูง แปลว่าเว็บคุณยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเว็บคู่แข่ง


สิ่งที่ส่งผลตให้การ Crawling ทำได้ดีขึ้น

1. โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure) – เว็บที่มีโครงสร้างชัดเจน Googlebot จะไล่ตามลิงก์ง่าย

2. Robots.txt – ไฟล์นี้สามารถบอก Googlebot ได้ว่า หน้าไหนควร/ไม่ควรเข้า

3. Internal Linking – การเชื่อมโยงหน้าภายในเว็บช่วยให้ Googlebot เจอหน้าสำคัญ

4. Page Speed – ถ้าเว็บโหลดช้า Googlebot อาจ Crawl ได้ไม่ครบ

5. Crawl Budget – Google จะให้ “โควต้า” การ Crawl แต่ละเว็บไซต์ ถ้าเว็บใหญ่หรือมีปัญหา Crawl อาจไม่ทั่วถึง


วิธีเพิ่มโอกาสให้ Googlebot Crawl เว็บไซต์คุณบ่อยขึ้น

• ส่ง XML Sitemap ไปที่ Google Search Console

• ใช้ Internal Links เชื่อมโยงไปยังหน้าสำคัญ

• ทำให้เว็บโหลดเร็ว (Page Speed Optimization)

• ตรวจสอบว่า Robots.txt ไม่บล็อกหน้าที่ต้องการให้ Google เห็น

• อัปเดตคอนเทนต์ใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ


Google Crawling คือขั้นตอนที่ Googlebot เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ หากไม่มีการ Crawl เว็บไซต์ก็จะไม่ถูก Index และไม่มีวันติดหน้าแรกได้


SEO คืออะไร?

SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับอัลกอริทึมของ Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณมีโอกาสติดอันดับสูงขึ้น เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือเนื้อหาของคุณ เช่น ถ้าคุณขายเมล็ดกาแฟออนไลน์และคนเสิร์ชคำว่า “ซื้อกาแฟสดออนไลน์” “ซื้อเมล็ดกาแฟ” แล้วเว็บไซต์คุณปรากฏขึ้นที่หน้าแรก ก็มีโอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้ามาและกลายเป็นลูกค้าของคุณ


พูดง่าย ๆ คือ SEO ช่วยให้คนเจอคุณบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเงินโฆษณาเยอะ ๆ


ทำไม SEO ถึงสำคัญ

• เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ – ยิ่งติดหน้าแรก ยิ่งมีคนเห็น

• ลดค่าใช้จ่ายโฆษณา – ไม่ต้องพึ่งแต่ Google Ads หรือ Facebook Ads

• สร้างความน่าเชื่อถือ – เว็บไซต์ที่ติดอันดับแรก ๆ มักถูกมองว่าน่าเชื่อถือกว่า

• ผลลัพธ์ระยะยาว – ทำ SEO ดี ๆ ครั้งเดียว สามารถอยู่ได้นาน


เทคนิคทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

1. เลือกคำค้นหาที่เหมาะสม (Keyword Research)

เริ่มจากการหาว่าลูกค้าของคุณค้นหาคำว่าอะไรบ้าง เช่น ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner, Ahrefs หรือ Ubersuggest เพื่อเลือก คำหลัก (Keywords) ที่มีจำนวนการค้นหาเยอะและไม่แข่งสูงเกินไป


2. ทำคอนเทนต์คุณภาพ (Content is King)

Google มีหน้าที่นำเสนอคำตอบที่ดีที่สุดให้ผู้ใช้ ดังนั้น SEO ก็คือการทำให้เว็บของเราเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับผู้ค้นหา


ทำคอนเทนต์คุณภาพ เนื้อหาต้องมีประโยชน์ ลึก และตอบโจทย์คนค้นหา


Google ให้ความสำคัญกับคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหา และอ่านเข้าใจง่าย เจ้าของเว็บไซต์ต้องเขียนบทความตอบคำถามของผู้ใช้ ใช้รูปภาพ/วิดีโอช่วยอธิบาย และหมั่นอัปเดตคอนเทนต์อยู่เสมอ


Search Intent หรือการสร้าง content ที่ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหา ก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ SEO


Search Intent คืออะไร?

Search Intent คือสิ่งที่ผู้ใช้อยากค้นหาจริงๆ เมื่อพิมพ์คำค้นหาใน Google


Google ไม่ได้ดูแค่คำที่เราพิมพ์ แต่พยายามทำความเข้าใจว่าคนพิมพ์คำนี้กำลังอยากได้อะไร เช่น ต้องการหาข้อมูล ซื้อสินค้า หรือหาวิธีแก้ปัญหา หลังจากนั้น Google จะเลือกแสดงผลลัพธ์ที่ตรงกับเจตนาผู้ใช้มากที่สุด


พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเราทำคอนเทนต์ ตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการจริง ๆ โอกาสติดหน้าแรกก็สูงขึ้น


ประเภทของ Search Intent หลัก ๆ จะแบ่งได้เป็น 4 ประเภท

1. Informational (หาข้อมูล)

ผู้ใช้กำลังหาความรู้ คำตอบ หรือวิธีแก้ปัญหา

• ตัวอย่าง: “Google SEO คืออะไร”, “วิธีปลูกต้นมะเขือเทศ”

• แนวทางคอนเทนต์: บทความให้ความรู้, How-to, FAQ


2. Navigational (หายี่ห้อ/เว็บไซต์โดยตรง)

ผู้ใช้รู้แล้วว่าจะเข้าเว็บไหน เพียงแต่ใช้ Google เป็นทางผ่าน

• ตัวอย่าง: “Facebook login”, “Shopee แอปดาวน์โหลด”

• แนวทางคอนเทนต์: ไม่ค่อยแข่งได้ เพราะผู้ใช้ตั้งใจเข้าเว็บเฉพาะ


3. Transactional (ต้องการซื้อ/ลงมือทำทันที)

ผู้ใช้พร้อมจะซื้อสินค้าหรือบริการ

• ตัวอย่าง: “ซื้อ iPhone 15 ราคา”, “สมัคร Netflix”

• แนวทางคอนเทนต์: หน้า Landing Page, หน้าสินค้า, โปรโมชั่น


4. Commercial Investigation (เปรียบเทียบก่อนซื้อ)

ผู้ใช้ยังไม่ตัดสินใจ แต่กำลังเปรียบเทียบ

• ตัวอย่าง: “รีวิว iPhone 15 vs Samsung S23”, “เว็บโฮสติ้งที่ดีที่สุด 2025”

• แนวทางคอนเทนต์: บทความรีวิว, การเปรียบเทียบ, Best-of list


ทำไม Search Intent สำคัญต่อ SEO

ถ้าเนื้อหาของคุณ ไม่ตรงกับเจตนาผู้ใช้ Google จะไม่ดันให้ติดอันดับสูง แม้จะใส่คีย์เวิร์ดถูกต้อง การเข้าใจ Search Intent ทำให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ตอบคำถามได้ดีกว่าคู่แข่ง ซึ่งเป็นเกณฑ์หลักของ Google ในการจัดอันดับ เพราะ Google ต้องการให้ผู้ใช้ได้คำตอบที่ดีที่สุด


วิธีวิเคราะห์ Search Intent

1. พิมพ์คีย์เวิร์ดลง Google แล้ว ดูว่าอันดับ 1–10 เป็นบทความ, หน้า E-commerce, หรือรีวิว

2. หาว่าใน keyword นั้นๆผู้ค้นหากำลังหาข้อมูล เปรียบเทียบ หรือต้องการซื้อสินค้า

3. เช็กประเภทคอนเทนต์ที่ติดอันดับ ถ้าทุกเว็บเป็นบทความยาว ๆ แสดงว่า Intent ที่ผู้ค้นหาต้องการคือหาข้อมูล


3. ปรับโครงสร้างเว็บไซต์ (On-page SEO)

On-page SEO คือการปรับแต่ง ภายในเว็บไซต์

• Keyword Research คือ การเลือกคำค้นหาที่ตรงกับเจตนาผู้ใช้ (Search Intent)

• ใช้ Title Tag และ Meta Description ที่มีคีย์เวิร์ดหลัก

• ใช้หัวข้อย่อย (H1, H2, H3) จัดโครงสร้างให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย

• ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็ว (Page Speed)

• รองรับการใช้งานบนมือถือ (Mobile Friendly)

• มี Internal Linking ลิงก์เชื่อมโยงภายในเว็บ ช่วย Google เข้าใจโครงสร้าง


4. Off-Page SEO

คือการสร้างความน่าเชื่อถือนอกเว็บไซต์ เช่น:

• Brand Mention: การถูกกล่าวถึงแม้ไม่ใส่ลิงก์ ก็ส่งผลต่อ Authority

• Social Signal: การแชร์จากโซเชียลช่วยเพิ่มการมองเห็น แม้ไม่ใช่ปัจจัยตรง แต่ช่วยดัน

• Backlinks: ลิงก์จากเว็บไซต์คุณภาพมาชี้มายังเว็บเรา (ถือว่าเป็น “คะแนนโหวต”)


4.1. Technical SEO

คือการปรับแต่งเชิงเทคนิคของเว็บไซต์ เช่น:

• Site Speed: เว็บไซต์ต้องโหลดเร็ว

• Mobile Friendly: รองรับการใช้งานบนมือถือ (Google ใช้ Mobile-First Indexing)

• URL Structure: ลิงก์ต้องสั้น กระชับ และมีคีย์เวิร์ด

• XML Sitemap & Robots.txt: ช่วย Google Bot เข้าใจเว็บไซต์

• HTTPS/SSL Certificate: เพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ


4.2 ทำให้เว็บไซต์อื่นลิงก์เข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณ (Backlinks)

ลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อถือได้มาชี้มายังเว็บของคุณ จะช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือ (Authority) ให้เว็บคุณติดอันดับง่ายขึ้น เช่น

• การทำ Guest Post

• การแชร์บทความลง Social Media

• การให้เว็บอื่นอ้างอิงคอนเทนต์ของคุณ


5. ใช้ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) เป็นตัวช่วย

Google ชอบเว็บที่ ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และผู้ใช้ไม่กดออกทันที (Bounce Rate ต่ำ)

• เมนูชัดเจน

• เนื้อหาตรงประเด็น

• ใช้รูปภาพและดีไซน์ที่ดึงดูด


วิธีทำให้ติดหน้าแรก Google (Step by Step)

ขั้นตอนที่ 1: วิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword Research)

• ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner, Ahrefs, SEMrush, Ubersuggest

• แบ่งคีย์เวิร์ดเป็น

o Short-tail Keyword (สั้น แข่งสูง เช่น “SEO”)

o Long-tail Keyword (ยาว แข่งต่ำ เช่น “วิธีทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google”)

• วิเคราะห์ Search Intent: คนค้นหาต้องการข้อมูล? ซื้อของ? หรือเปรียบเทียบ?


ขั้นตอนที่ 2: สร้างคอนเทนต์คุณภาพ (Content Creation)

• ตอบโจทย์คำถามของผู้ใช้ให้ครบถ้วน

• จัดโครงสร้างเป็นหัวข้อย่อย อ่านง่าย

• ใช้รูปภาพ, วิดีโอ, อินโฟกราฟิกเสริม

• อัปเดตคอนเทนต์ให้สดใหม่เสมอ


ขั้นตอนที่ 3: ปรับ On-Page SEO

• ใส่คีย์เวิร์ดใน Title, URL, H1, และเนื้อหา

• ใส่ Meta Description ดึงดูดให้คนคลิก

• ใช้ Internal Link เชื่อมโยงไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง

• เพิ่ม Schema Markup (Structured Data) ให้ Google เข้าใจมากขึ้น เช่น บทความ, รีวิวสินค้า


ขั้นตอนที่ 4: ทำ Link Building (Off-Page SEO)

• เขียน Guest Post ในเว็บอื่นที่เกี่ยวข้อง

• ทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่า จนคนอยากอ้างอิง (Linkable Content)

• Outreach ติดต่อเว็บหรือบล็อกที่เกี่ยวข้องเพื่อขอลิงก์


ขั้นตอนที่ 5: ปรับ Technical SEO

• ทำให้เว็บโหลดเร็ว (ใช้ Google PageSpeed Insights ตรวจสอบ)

• ตรวจสอบการแสดงผลบนมือถือ

• แก้ไขปัญหา Broken Links หรือ Error 404

• ส่ง Sitemap ไปที่ Google Search Console


ขั้นตอนที่ 6: วัดผลและปรับปรุง

• ใช้ Google Analytics เพื่อติดตาม Traffic

• ใช้ Google Search Console เพื่อตรวจสอบอันดับคีย์เวิร์ดและการ Index

• ปรับปรุงคอนเทนต์เก่าให้ทันสมัยและมีคุณภาพกว่าเดิม


การทำ SEO เป็น organic search result หรือผลลัพธ์การค้นหาตามธรรมชาติ ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ เป้าหมายคือการทำให้เว็บไซต์มีเนื้อหาที่มีคุณภาพ ตรงใจผู้ใช้งาน เมื่อผู้ใช้พอใจ Google ก็จะพอใจ และให้รางวัลด้วยการดันเว็บไซต์คุณขึ้นไปอยู่บนหน้าแรก