การจัดการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มทำงาน มีครอบครัวแล้ว หรือแม้แต่กำลังวางแผนเกษียณ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจึงเปรียบเหมือน “กระจกสะท้อนการเงิน” ที่จะทำให้เราเห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองชัดเจนขึ้น บทความนี้จะแนะนำวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่เข้าใจง่าย ใครๆ ก็เริ่มต้นได้ และที่สำคัญสามารถต่อยอดไปสู่การออมและการลงทุนได้จริง
1. เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมาย
ก่อนหยิบปากกาหรือเปิด Excel/Google Sheet เราต้องถามตัวเองก่อนว่า ทำไมถึงอยากทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราไม่หลุดโฟกัส ตัวอย่างเช่น
• ลดค่าใช้จ่าย : เพื่อตัดสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น
• เก็บออม : มีเงินเก็บสำรองยามฉุกเฉินหรือเกษียณ
• สร้างความมั่นคง : เพื่อวางแผนลงทุนต่อยอด
เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว การทำบัญชีจะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยพาเราไปสู่เป้าหมายนั้น
2. เลือกเครื่องมือที่ใช้ง่ายและสะดวก
ทุกวันนี้เราไม่จำเป็นต้องซื้อสมุดบัญชีให้ยุ่งยาก เพียงใช้ Microsoft Excel หรือ Google Sheet ก็เพียงพอ เพราะมีสูตรช่วยบวกลบอัตโนมัติ สามารถแยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย และรวมผลรวมรายเดือนให้เห็นทันที ที่สำคัญคือใช้งานง่ายและแก้ไขได้ตลอดเวลา
3.แบ่งหมวดหมู่รายจ่าย
3.1 ค่ากิน
3.2 ค่าเดินทาง
3.3 ค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าใช้จ่ายใหญ่ๆ
*ผ่อนหนี้
*ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เน็ต
*ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถยนต์
*หาหมอ หาหมอฟัน
*ค่าเสื้อผ้า ค่ารองเท้า
3.4 ค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาตัวเอง
*ออกกำลังกาย ค่าฟิตเนสรายเดือน
*ค่าคอร์ทแบดมินตัน
*ซื้อหนังสือ
การจัดหมวดหมู่แบบนี้จะช่วยให้คุณมองออกว่าเดือนนี้ใช้เงินไปกับสิ่งใดมากเกินไป เช่น ค่ากาแฟเยอะเกินไป หรือค่าน้ำมันสูงจนผิดปกติเพราะไม่ได้เดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ
4. บันทึกรายจ่ายทุกวัน
ไม่ว่าคุณจะเลือกบันทึกตอนเช้า หรือตอนก่อนนอน สิ่งสำคัญคือ ต้องบันทึกทุกวัน เพราะหากปล่อยผ่านไม่กี่วัน รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ มักจะถูกลืม และสุดท้ายบัญชีก็จะไม่แม่นยำ
5. สรุปผลรายเดือน
เมื่อครบเดือน ให้นำรายได้และรายจ่ายมาเปรียบเทียบกัน
• หาก รายได้มากกว่ารายจ่าย → เก็บส่วนที่เหลือเป็นเงินออม
• หาก รายจ่ายมากกว่ารายได้ → ต้องหาจุดรั่วไหลและแก้ไขทันที
นอกจากนี้ ควรหมั่นสังเกต ค่าใช้จ่ายแฝง ที่อาจลดได้ เช่น
• ยกเลิกบัตรเครดิตที่มีค่าธรรมเนียมสูง
• ลดการซื้อกาแฟจากร้าน แล้วหันมาชงเอง
• เลือกเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะเมื่อเดินทางคนเดียว
นำรายได้มาหักลบกับรายจ่าย พยายามทำให้รายจ่ายน้อยกว่ารายได้ เดือนไหนรายเหลือเยอะก็เก็บเยอะ ไม่นำเงินเก็บไปจ่ายจนหมด เงินเก็บจะทำให้วันที่มีรายจ่ายฉุกเฉินหรือรายจ่ายใหญ่ๆเข้ามา เราสามารถมีเงินไปจ่ายรายจ่ายฉุกเฉินได้
ตัดลดค่าใช้จ่ายแฝง ตัดลดค่าใช้จ่ายที่สามารถลดได้ เช่น ยกเลิกบัตรเครดิตที่เก็บค่าธรรมเนียมรายปีสูง ซื้อกาแฟมาชงกินเองเพิ่ม หางานที่มีรายได้ดีและเดินทางไม่ไกลจากบ้านมากนักเพื่อลดค่าเดินทาง ใช้ขนส่งสาธารณะเมื่อเดินทางคนเดียว
นำรายเหลือบวกกับค่าใช้จ่ายแฝงที่สามารถลดได้ไปลงทุนกับรายจ่ายที่ทำให้รายได้เพิ่มในอนาคต เช่น นำเงินไปลงทุนทำธุรกิจเพิ่ม นำเงินไปออมในหุ้น ออมในทองคำ ซื้อรองเท้าวิ่งดีๆซักคู่เพราะถ้าเรามีสุขภาพแข็งแรง เราจะมีแรงในการทำงานมากขึ้นและเจ็บป่วยน้อยลง
6. กินอยู่อย่างประหยัดตามเป้าหมายของคุณ
ถ้าเป้าหมายของคุณคือมีรายได้เพิ่ม การประหยัดอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบ คุณก็ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านธุรกิจ ลงทุนด้านการพัฒนาตัวเอง ถ้างานที่คุณทำต้องพบปะผู้คน คุณก็มีความจำเป็นที่อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการที่ทำให้คุณดูมีบุคลิกภาพที่ดี
หรือบางคนส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน อันไหนมีความจำเป็นจริงๆก็ต้องจ่าย
แต่สิ่งไหนที่คุณประหยัดได้ แล้วการประหยัดไม่ได้ไปขัดขวางเป้าหมายของคุณ คุณก็สามารถประหยัดได้
การใช้สินค้าที่มีคุณภาพที่มีอายุการใช้งานยาวนานจะทำให้คุณไม่ต้องซื้อสินค้านั้นบ่อยๆ เช่น ซื้อรองเท้าวิ่งที่มีคุณภาพ ซื้อคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คที่มีคุณภาพที่สามารถใช้ได้ยาวนาน 5-7 ปี ตัดแว่นกับร้านแว่นที่มีคุณภาพ รับประทานอาหารที่เป็นโปรตีนทำให้อิ่มนาน ช่วยลดค่าน้ำหวานค่าขนม สินค้าอันไหนสามารถซ่อมได้ก็นำไปซ่อม เช่น เสื้อผ้าขาดสามารถซ่อมได้
7. จินตนาการดึงดูดเงิน
สุดท้ายคือการจินตนาการว่าเราสามารถดึงดูดเงินให้เงินวิ่งเข้ามาหาเราได้เรื่อยๆ มีทัศนคติที่ดีต่อเงิน เงินที่เราจ่ายไปจะวนกลับมาหาเราอีก